โปรโมชั่น Hot แรง!! รับ Summer “ฉีดไขมันทั่วหน้า” 22,900 บาท/ครั้ง
💬 สนใจสอบถามรายละเอียด 📱 Line : @aseanbeauty ☎ Tel : 064-262-2242, 082-536-1555
ไม่มีสินค้าในตะกร้า


💬 สนใจสอบถามรายละเอียด 📱 Line : @aseanbeauty ☎ Tel : 064-262-2242, 082-536-1555


💬 สนใจสอบถามรายละเอียด 📱 Line : @aseanbeauty ☎ Tel : 064-262-2242, 082-536-1555


💬 สนใจสอบถามรายละเอียด 📱 Line : @aseanbeauty ☎ Tel : 064-262-2242, 082-536-1555


ฉีดไขมัน หน้าเด็ก


ทางลัดหุ่นเป๊ะด้วยวิธี “ดูดไขมัน”


โบท็อกซ์ (Botox) คืออะไร?


6 วิธีให้หน้า V-Shape ลดเหนียง หน้าใหญ่


วิธีฟื้นฟูผิวหน้าด้วยเลือด (PRP) ทางเลือกสู่ความอ่อนเยาว์


การร้อยไหมคริสตัล หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า ไหมเงี่ยง หรือไหมก้างปลา เพราะมีลักษณะของเส้นไหมนั้นมีเงี่ยงยื่นออกมาเหมือนก้างปลานั้นเอง ในการร้อยไหมคริสตัลนั้นเป็นการนำเส้นไหมเส้นเล็ก ๆ มาร้อยบริเวณใต้ผิวหนัง เป็นเทคนิคที่ช่วยยกกระชับผิวโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด อีกทั้งยังช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ลดเรือนริ้วรอย ฟื้นฟูสภาพผิวให้ดีขึ้น และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวบริเวณที่ร้อยไหมกระชับและแข็งแรง อยู่ได้นานขึ้น ซึ่งวัสดุที่นำมาทำไหมเงี่ยง เป็นไหมละลายที่ใช้ในทางการแพทย์ได้อย่างปลอดภัย ชนิดของไหมที่ใช้ในการ ร้อยไหมคริสตัลนั้นมีทั้งหมด 3 ชนิด PDO เป็นไหมที่มาจากไหมในการเย็บเส้นเลือดหัวใจเพราะเป็นไหมละลายที่มีประสิทธิภาพสูงและจะละลายไปเองตามกระบวนการการทำงานของร่างกาย โดยเฉลี่ย ที่ 8-12 เดือน และมีความยืดหยุ่นปานกลาง นิ่ม ไม่เปราะ PLLA เป็นไหมที่ค่อนข้างแข็ง ในการใช้ร้อยไหมยกกระชับ แต่ค่อนข้างเปราะหักง่าย PLC เป็นไหมที่มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูงและเส้นเล็กจึงเหมาะกับการร้อยในจุดที่ละเอียดอ่อนเช่นใต้ดวงตาเป็นต้น ปัจจุบันได้พัฒนาให้มีการผสมตัว PLLA เข้าไปเลยกลายเป็นไหมที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด หลังจากการรอยไหมคริสตัลไปนั้น ประสิทธิภาพจะเริ่มเห็นผลได้ภายใน 1 – 2 เดือน และจะเห็นประสิทธิภาพสูงสุดภายใน 6 เดือน และจะอยู่ได้ถึง 1 – 1.5 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของคนไข้ผู้ได้รับการร้อยไหมเงี่ยงนั้นเอง


เรื่องอ้วนๆ นี้หมอกระติ๊บถนัดเลย เพราะชีวิตนี้ยังไม่เคยผอม ก่อนจากกันวันนี้มาเล่าประสบการณ์ตัวเองเลยดีกว่า หลังจากเรื่องวิชาการน่าเบื่อมาฟังชีวิตอ้วนๆ ของหมออ้วนๆ คนหนึ่งที่พยายามจะผอมตลอดชีวิต!!! เริ่มจากตอนเด็กๆ ก็ไม่ได้อ้วน คนเรามักจะเข้าใจผิดว่าถ้าจะอ้วนจะผอม ชาติเป็นตัวกำหนด จริงๆ แล้วมันเป็นจริงแค่ส่วนเดียว เด็กที่เกิดมาสองกิโลก็มีโอกาสโตมาเป็นผู้ใหญ่อ้วนฉุเกินร้อยกิโลได้ ส่วนเด็กที่เกิดมาจ้ำม่ำเกินสี่กิโล ก็มีโอกาสโตขึ้นมาเป็นคนหุ่นดีผอมเพียวได้เช่นกัน ซึ่งพ่อแม่ กรรมพันธุ์เป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญคือพฤติกรรมและการเลี้ยงดูต่างหากหมอกระติ๊บเกิดมาแค่สามกิโลนิดๆ แถมโตขึ้นมาไม่ใช่เด็กจ้ำม่ำ หุ่นเหมือนเด็กปกติตั้งแต่อนุบาล เพราะแม่จะควบคุมการกินตั้งแต่เด็ก คือไม่ให้กินน้ำอัดลมมาก ไม่ให้กินของหวานเยอะ พวกของทอดหรืออาหารที่มีแคลอรีสูงมากมักจะถูกจำกัดจำเขี่ยให้กินเพราะกลัวจะโตมาเป็นเด็กอ้วน แต่พอปิดเทอมมักจะได้ไปเที่ยวที่บ้านญาติ ซึ่งของกินอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งมีความเชื่อว่าเด็กอ้วนน่ารัก ปล่อยมันกินไปเหอะ เดี๋ยวโตมันก็ผอม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ เด็กที่ถูกจำกัดนู่น ห้ามกินนี่ก็ห้ามกิน ทำให้เวลาได้กินเหมือนกับตบะแตก เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่ มีอะไรให้ฉันกินอีกไหมกินทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น จังก์ฟูด ไก่ทอดยามดึก ทุเรียนเป็นลูกๆ ซึ่งตอนอยู่บ้านไม่ได้กิน ทำให้โหยกระหายเป็นพิเศษ ไอ้นู่นก็ไม่เคยกิน ไอ้นี่ก็อยากกิน ทำให้เกิดภาวะบรู้มมม!! ร่างเกือบแตกน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียบ แค่ปิดเทอมสองเดือนกว่าๆ และมันเป็นจุดเริ่มของการเป็นเด็กอ้วน เพราะตอนนี้ไม่มีอะไรจะฉุดอยู่แล้ว พอไม่ได้กินก็จะงอแงจนสุดท้ายก็จะได้กิน จากนั้นก็ดำเนินชีวิตแบบเด็กอ้วนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้ามัธยมศึกษา ตอนประถมศึกษาก็ไม่ได้มีความอยากสวยอะไร แม้ว่าจะอยู่โรงเรียนหญิงล้วน เรื่องอ้วนก็เป็นเรื่องธรรมดาเด็กอ้วนเยอะแยะ อ้วนกว่าเรามีอีกเยอะ …