EP10 น้ำตานางเอก (อุทาหรณ์ ประสบการณ์ตรงจากหมอ) by หมอกระติ๊บ

หมอกระติ๊บ-Aseanbeautyclinin-8

เรื่องอ้วนๆ  นี้หมอกระติ๊บถนัดเลย  เพราะชีวิตนี้ยังไม่เคยผอม  ก่อนจากกันวันนี้มาเล่าประสบการณ์ตัวเองเลยดีกว่า  หลังจากเรื่องวิชาการน่าเบื่อมาฟังชีวิตอ้วนๆ  ของหมออ้วนๆ  คนหนึ่งที่พยายามจะผอมตลอดชีวิต!!!

เริ่มจากตอนเด็กๆ  ก็ไม่ได้อ้วน  คนเรามักจะเข้าใจผิดว่าถ้าจะอ้วนจะผอม  ชาติเป็นตัวกำหนด  จริงๆ  แล้วมันเป็นจริงแค่ส่วนเดียว  เด็กที่เกิดมาสองกิโลก็มีโอกาสโตมาเป็นผู้ใหญ่อ้วนฉุเกินร้อยกิโลได้  ส่วนเด็กที่เกิดมาจ้ำม่ำเกินสี่กิโล  ก็มีโอกาสโตขึ้นมาเป็นคนหุ่นดีผอมเพียวได้เช่นกัน  ซึ่งพ่อแม่  กรรมพันธุ์เป็นส่วนหนึ่ง  แต่ส่วนสำคัญคือพฤติกรรมและการเลี้ยงดูต่างหากหมอกระติ๊บเกิดมาแค่สามกิโลนิดๆ  แถมโตขึ้นมาไม่ใช่เด็กจ้ำม่ำ  หุ่นเหมือนเด็กปกติตั้งแต่อนุบาล  เพราะแม่จะควบคุมการกินตั้งแต่เด็ก  คือไม่ให้กินน้ำอัดลมมาก  ไม่ให้กินของหวานเยอะ  พวกของทอดหรืออาหารที่มีแคลอรีสูงมากมักจะถูกจำกัดจำเขี่ยให้กินเพราะกลัวจะโตมาเป็นเด็กอ้วน  แต่พอปิดเทอมมักจะได้ไปเที่ยวที่บ้านญาติ  ซึ่งของกินอุดมสมบูรณ์  อีกทั้งมีความเชื่อว่าเด็กอ้วนน่ารัก  ปล่อยมันกินไปเหอะ  เดี๋ยวโตมันก็ผอม  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ

เด็กที่ถูกจำกัดนู่น  ห้ามกินนี่ก็ห้ามกิน  ทำให้เวลาได้กินเหมือนกับตบะแตก  เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่  มีอะไรให้ฉันกินอีกไหมกินทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น  จังก์ฟูด  ไก่ทอดยามดึก  ทุเรียนเป็นลูกๆ  ซึ่งตอนอยู่บ้านไม่ได้กิน  ทำให้โหยกระหายเป็นพิเศษ  ไอ้นู่นก็ไม่เคยกิน  ไอ้นี่ก็อยากกิน  ทำให้เกิดภาวะบรู้มมม!!  ร่างเกือบแตกน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียบ  แค่ปิดเทอมสองเดือนกว่าๆ  และมันเป็นจุดเริ่มของการเป็นเด็กอ้วน  เพราะตอนนี้ไม่มีอะไรจะฉุดอยู่แล้ว  พอไม่ได้กินก็จะงอแงจนสุดท้ายก็จะได้กิน

จากนั้นก็ดำเนินชีวิตแบบเด็กอ้วนมาเรื่อยๆ  จนกระทั่งเข้ามัธยมศึกษา  ตอนประถมศึกษาก็ไม่ได้มีความอยากสวยอะไร  แม้ว่าจะอยู่โรงเรียนหญิงล้วน  เรื่องอ้วนก็เป็นเรื่องธรรมดาเด็กอ้วนเยอะแยะ  อ้วนกว่าเรามีอีกเยอะ  ใช้ชีวิตตั้งใจเรียนหนังสือไปชีวิตก็มีความสุขแล้ว  พอขึ้นชั้นมัธยมก็อยู่โรงเรียนเดิม  แต่เพื่อนเริ่มมากขึ้น  คนอ้วนเริ่มน้อยลง  อย่างในกลุ่มสิบคนจะมีคนอ้วนประมาณสามสี่คนซึ่งไม่ถึงครึ่ง  สังคมเริ่มกว้างขึ้น  แต่ก็ยังไม่ได้สนใจเรื่องความอ้วนใดๆ  ก็ตั้งใจเรียนไปตามปกติ  คือ  เรื่องเรียนต้องมาที่หนึ่ง  แต่ก็มีปัญหาเวลาชั่วโมงพละบ่อยๆ  เช่นเล่นหกกบไม่ได้  (ใครเกิดไม่ทันจะไม่รู้จักว่าหกกบคือการใช้มือวางที่พื้นแล้วต้องทรงตัวบนข้อมือ  ซึ่งตอนเด็กๆ  ยากมาก  ถ้าให้เทียบสมัยนี้ก็คือเล่นโยคะท่ายากนั่นเอง  ก็อ้วนอะ  ทำไม่ขึ้นยังไงก็ทรงตัวไม่ได้)  เวลาวิ่งรอบสนามก็โครตจะเหนื่อยเลย  ครูพละก็โครตดุ  วิชาพละเลยเป็นวิชาเดียวที่ไม่ได้เกรดสี่  (อ้อ มีวิชาศิลปะอีกหนึ่งวิชา)

เนื่องจากเราเป็นเด็ก  แม่เองก็สนับสนุนให้ลดความอ้วนตลอด  (แต่ไม่เคยฟัง)  เมื่อจะลดความอ้วนครั้งแรกคือตอนปิดเทอม  ด้วยความรู้แค่นั้นที่มีในขณะนั้น  (ประมาณเกือบยี่สิบปีก่อน)  หลักการง่ายๆ  ก็คือ “ต้องใช้มากกว่ากิน”  หลักการนี้นำมาสู่การลดความอ้วนด้วยการอดอาหาร  พอปิดเทอมก็จะเข้าโหมดอดข้าว  คืออดอาหาร  เช้าขึ้นมาก็นอนอืด  ตื่นเที่ยง  กินข้าวอีกทีตอนประมาณบ่ายสอง  แล้วก็กินข้าวสองช้อนกับกับข้าว  เวลาหิวก็กินแต่นม  (ถ้าเป็นสมัยนี้คงโดนคนรักสุขภาพด่าอย่างหนักว่ามันเป็นวิธีที่ผิดและอันตรายต่อระบบเผาผลาญสุดๆ  แต่เด็กอายุสิบสี่กับสมัยยี่สิบปีก่อนคงไม่สามารถคิดอะไรได้มากกว่านั้น)  ผ่านไปสองเดือนทำได้บ้างไม่ได้บ้าง  อดมื้อกินมื้อ  เปิดเทอมมาน้ำหนักลดไปสิบกิโล  เฮ้ย!  ผอมแล้วเว้ย  เปิดเทอมมาผอมลงเพื่อนๆ  ก็ทัก  แต่สันดานคนอ้วนยังติดตัว  ซึ่งเป็นบ่อเกิดของหายนะหนที่ 2 พอเปิดเทอมได้ไม่กี่เดือน  เรียนหนัก  เพื่อนเยอะ  ชวนกันกิน  ชวนกันเล่น  (แต่กลุ่มนี้เน้นกินมากกว่าเล่น)  สุดท้าย  น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาอีกห้ากิโลในสามเดือน  เฮ้ย! ไม่ไหวแล้ว  ก็เข้าสู่วงจรใหม่  เริ่มอดอาหารอีก  ตอนนั้นเราอดอาหารที่เราก็อดแบบหักดิบ  คือไม่กินข้าวกินแต่กับข้าว  ไม่ไปกินพิซซ่า บุฟเฟต์ทุกวันอังคารกับเพื่อน  (ซึ่งก็โดนด่าว่า เฮ้ย!  แกจะดัดจริตลดความอ้วน  แต่ใครสน  ฉันจะผอม)

สุดท้ายการอดอาหารได้สักเดือนเริ่มทำให้เราเรียนไม่รู้เรื่อง  เริ่มมีอาการง่วงนอนตอนกลางวัน  จนนำไปสู่การล้มเลิกในการอดอาหาร  ต้องหาวิธีใหม่  ตอนนั้นก็ปรึกษาครอบครัว  แต่ว่าคลินิกไม่ได้มากเหมือนปัจจุบัน  มีพวกสมุนไพรหรืออะไรที่ดังๆ  ก็เริ่มจากการกินยาระบายที่โฆษณามากมายว่าช่วยลดความอ้วน  (ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว  คงไม่โดนฟ้องหรอกเนอะ)  ก็ช่วยได้บ้างไม่ได้บ้าง  พอกลับมากินแบบสันดานเดิม  คือกินทีอยากกินเยอะ  ถ้าพูดถึงบุฟเฟต์ก็คือต้องกินให้ร้านเจ๊งถึงจะหยุด  จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามจำไม่ได้แล้วว่าผอมไปกี่รอบ  แต่หลังจากเครียดจากการสอบในชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามแล้วก็ไปกิน กลับมาเป็นเด็กอ้วนจ้า

ตอนนั้นอายุสิบห้าหยกๆ  สิบหกหย่อนๆ  เริ่มจะมีเรื่องรักสวยรักงามเข้ามาบ้างแล้ว  ปิดเทอมก่อนขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  เลยมีความตั้งใจยิ่งยวดว่าต้องผอมให้ได้!!!

สมัยนั้นฟิตเนสยังไม่มากมาย  มีแพ็กเกจให้เลือกจนตาลายแบบสมัยนี้  แต่มักจะเป็นฟิตเนสตามโรงแรมหรือฟิตเนสเล็กๆ  เท่านั้น  ซึ่งราคาแพงมากๆ  นะสำหรับสมัยนั้น  คือ  เดือนละสามพัน  ถ้ารายปี ปีละสองสามหมื่น  แต่ด้วยความที่ครอบครัวเราอยากให้เราผอม  ปิดเทอมคราวนี้จึงได้เริ่มต้นลดความอ้วนอีกครั้งโดยการไปสมัครฟิตเนสจ้า  ซึ่งเป็นฟิตเนสบนห้าง  เดือนละสามพันซึ่งแพงมาก  (ปัจจุบันฟิตเนสนั้นเจ๊งไปเป็นสิบปีละจ้า)  ก็จะมีการเต้นแอโรบิกวันละสองรอบมีเครื่องออกกำลังกายให้เล่นไม่มาก  (พอๆ กับฟิตเนสในคอนโด  สมัยนี้แหละ)  ในห้องฟิตเนสจะมีลู่วิ่ง  มีสเตป  มีอุปกรณ์ออกกำลังกายพวกเครื่องเวท บัตเตอร์ฟลายเล่นออกกำลังกายเฉพาะส่วน  แล้วก็ม้าเอียงไว้ให้ซิตอัป รายละเอียดอื่นๆ  จำได้ไม่แม่น  แต่ประมาณว่าทุกวันเราจะต้องตื่นแต่หกโมง  (ป.ล. พอไม่ได้กินก็เรียนไม่รู้เรื่องง่วงและหิวมากรู้สึกเสียดายเงินมาก)  พอเลิกเรียนพิเศษตอนประมาณบ่ายสองเราต้องนั่งรถเมล์ไกลมากเพื่อไปออกกำลังกาย  ด้วยวัยที่ละอ่อน  เมื่อออกกำลังกายและอดอาหารเข้มข้น  ทำให้น้ำหนักเราลดไปถึง 20 กิโลกรัมในสองเดือน  แบบว่าดีใจตัวลอยกลายมาเป็นคนผอมจริงๆ

ตอนเปิดเทอมสี่วันแรก  ทุกคนต่างแปลกใจว่าทำไมเราถึงผอมได้  คือเพื่อนก็นินทานะว่าคงกินยาลดความอ้วน  แต่คือไม่แคร์ก็ไม่ได้กิน  แต่ว่าสวยได้ไม่กี่เดือน  พอเปิดเทอมมาน้ำหนักขึ้นแบบเร็วมาก  เดือนละสองกิโล…….สองกิโล  ด้วยนิสัยเดิมด้วยคือพอเจอเพื่อนชวนกินจะปฏิเสธไม่เคยได้  จนสุดท้ายช่วงจะจบมัธยมศึกษาปีที่ 4  เทอมแรก  เราเกือบจะกลับมาเป็นคนอ้วน  คือ  น้ำหนักขึ้นมาสิบกว่ากิโล  เกือบจะเท่าเดิมแล้ว  มันนำพามาสู่หายนะหนที่ 3  คือการรู้จักกับยาลดความอ้วน!!!

เนื่องด้วยสมัยนั้นความรู้เรื่องลดความอ้วนคนเรายังน้อย ตอนที่หมอกระติ๊บอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่เริ่มมีคลินิกที่จ่ายยาลดความอ้วนเกิดขึ้นจำนวนมาก  หากันง่ายขึ้น  เริ่มจากการกินยาของคลินิกชื่อดังสนั่นสมัยก่อน  โดยมาเพื่อนชวนไป  ตอนนั้นเรายังเด็ก  และความรู้ยังน้อย  เรายังไม่รู้ผลของยาลดความอ้วน  ยาลดความอ้วนสมัยก่อนคงไม่ต่างกับสมัยนี้มาก  ก็คือยาเม็ดสีๆจัดมาเป็นซองและชุด  จะมีหลักๆ  คือ  ยาเช้า (ตัวกดประสาทไม่ให้หิว)  ยาเช้าอีกตัว  (เป็นยากันใจสั่น  ซึ่งพอโตมาเรียนหนังสือหนังหาก็รู้ว่ามันคือยาตัวหนึ่งที่ใช้ในคนไข้โรคความดัน)  และยาอีกตัวกินตอนเที่ยงก็เป็นยากดประสาทเช่นกัน  (คือยาที่ไว้รักษาผู้ป่วยทางจิตเวชที่มีผลข้างเคียงคือลดความอยากอาหาร)  ตามมาด้วยยาเพิ่มการเผาผลาญ  (คือฮอร์โมนตัวหนึ่ง)  และมียาขับน้ำ  (ยาใช้ในผู้ป่วยความดันอีกแล้ว)  มียาแก้วิงเวียน  (ไว้ลดผลข้างเคียงจากพวกยากดประสาท)  และตบท้ายด้วยยาระบายก่อนนอน

ตอนนั้นยังอยู่ชี้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  โดยเรียนสายวิทย์เราว่ายาตัวไหนทำอะไรกับร่างกายเรา  แต่เราไม่ได้รู้ละเอียดเหมือนหมอ  เราจะรู้ว่ายาตัวนี้จะกินแล้วไม่หิว  ยาตัวนี้กินแล้วมันถ่าย  แต่ด้วยความอยากสวย ทำให้เลือกที่จะกินมัน  การกินยาพวกนี้ทำให้เราไม่หิว ทั้งวันไม่ต้องกินอะไร  กินแค่น้ำหรือลูกอมลูกเดียวยังอยู่ได้

เราไปหาหมอช่วงปิดเทอมก็กินยาตัวนี้ตลอดปิดเทอมแต่ว่าเนื่องจากปิดเทอม  เราก็ไม่มีการสอบ  ไม่ได้เครียดอะไร  ก็มีไปเรียนพิเศษ  (แต่ก็เรียนมั่งโดดมั่ง  คือเรียนไม่รู้เรื่อง)  บางทีก็ไปแอบนอนที่โรงเรียนกวดวิชา  แต่ทั้งวันคือไม่ต้องกินอะไรเลย  ไม่ต้องไปฟิตเนสให้เหนื่อยด้วย  แต่น้ำหนักลดเร็วมาก  คือช่วงแรกๆ  อาทิตย์ละ 2-3 กิโล  แต่หลังๆ  ก็ลดลงช้าหน่อย

สรุปคือปิดเทอมสองเดือนนิดๆ  พอปิดเทอมมาผอมอีกแล้วจ้า  น้ำหนักลดไปสิบกว่ากิโล  แต่ผอมแบบโทรมๆ  หัวโหวงๆ  แต่ก็ผอมแล้ว  ตอนนั้นก็ถือว่าฟิน  แต่พอเปิดเทอมก็มีมหกรรมการสอบ  เราก็ไม่ได้กินยาลดความอ้วน  แล้วก็กลับมาอ้วนอีกแล้ว  ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร  คิดแต่ว่าพออ้วน  ปิดเทอมเราไปเอายาลดความอ้วนมากินแล้วจะผอม  แต่ช่วงเรียนหนังสือเราไม่กล้า  กินยาลดความอ้วนจริงๆ  เพราะว่ามันทำให้เราเรียนไม่รู้เรื่องอย่างแรงเรากลัวสอบได้คะแนนไม่ดี  เราเลยเลี่ยงที่จะไม่กิน  ก็คือปล่อยให้มันอ้วน  และอ้วนกลับมาเท่าเดิมตลอด  ไอ้ยาลดความอ้วนนี่มันเป็นยาที่สร้างหายนะให้เราจริงๆ  เพราะพอเราไม่ได้กินยา  เราจะหิวมากและอยากกินมากจนควบคุมตัวเองไม่อยู่  ตอนนั้นเรายังเด็ก  ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโยโย่มันคืออะไร  แต่ถามว่าคำว่าโยโย่เราคุ้นๆว่ามันมีมาตั้งแต่ก่อนเราเข้ามหาวิทยาลัยละนะ  คือสิบกว่าปีก่อนแต่เป็นคำพูดที่เราไม่เข้าใจจริงๆ  ว่ารายละเอียดคำว่าโยโย่คืออะไรเกิดจากอะไร  คิดว่าเป็นผลมาจากยาลดความอ้วน  แต่เราไม่ได้คิดว่ามันจะร้ายแรงทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายเราพังจนมาถึงปัจจุบันนี้

สุดท้ายนี้การเคี่ยวกรำในการเรียนและสอบเอนทรานซ์  ทำให้เราลืมเรื่องการลดความอ้วนไป  ก็อ่านหนังสือไปกินไปจนเอนท์ติดเข้าคณะแพทย์  ซึ่งเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง  ที่ตอนนั้นเราไม่ได้คลั่งผอม  คลั่งสวย  จนทำลายอนาคตตัวเอง  เราย้อนกลับไปคิดว่าถ้าเราคลั่งผอม  คลั่งสวย  เราอาจเอนท์ไม่ติดคณะแพทย์ที่เรารัก  ที่เป็นหนทางในการศึกษา  และต่อเนื่องมาเป็นอาชีพที่เราต้องอยู่ด้วยไปจนตลอดชีวิตการทำงาน

แต่ความอยากผอมมันยังไม่จบ  วัยมหาวิทยาลัยเป็นวัยที่สดใสและเป็นสิ่งเริ่มต้นใหม่ๆ  สังคมใหม่ๆ  นั่นเป็นหายนะครั้งที่เท่าไรของของเราแล้วไม่รู้  ที่เรากลับมาหา  ยาลดความอ้วนอีก  ผลก็คือวงจรอุบาทว์เดิมๆ  คือผอมชั่วคราว  (ผอมตอนปิดเทอม)  แล้วกลับมาอ้วนตอนเปิดเทอม เรียนไม่รู้เรื่อง เกรดตกจนตอนหลังเราเริ่มไม่สนแล้ว  คือเราไม่ไหวแล้วกับยาลดความอ้วน  ยิ่งเราเรียนมากขึ้น  เราก็รู้ถึงอันตรายของยาลดความอ้วน  ทำให้เราหักดิบ  หยุดยาลดความอ้วนได้ในที่สุด  และแน่นอนกลับมาเป็นหมูอีกแล้วจ้า

ในตอนหลังเริ่มมาใส่ใจกับการออกกำลังกายและการควบคุมอาหาร  สูตรอาหารนู่นนี่นั่น  สูตรสามวันเจ็ดวัน  แต่ ณ จุดนั้น  เรารู้เลยว่าระบบเผาผลาญเราพังไปแล้ว  กินปกติแต่น้ำหนักก็ขึ้นเชื่อไหมว่าเราไม่ได้กินมากกว่าเพื่อนๆ  แต่น้ำหนักกลับขึ้นง่ายมาก  จนปัจจุบันนี้อายุสามสิบกว่าๆ  ก็ยังไม่พ้นวงจรอุบาทว์กับการอ้วนผอม….อ้วนผอม  (แต่ตอนนี้คืออ้วนถาวรไปแล้ว)

แต่ตอนนี้เรามีความรู้เพิ่มขึ้น  การลดน้ำหนักสมัยนี้คนเราสามารถหาความรู้ได้จากอินเทอร์เน็ต  การลดความอ้วนหลักๆ  ไม่มีอะไรจริงๆ  คืออกกำลังกายและควบคุมอาหาร  แต่รายละเอียดของการควบคุมอาหาร  คือการควบคุมและเลือกชนิดของอาหารที่กินไม่ใช่การอดอาหาร  ปัจจุบันวิธีที่เราคิดว่ายั่งยืนและไม่ทำลายระบบเผาผลาญของร่างกายคือการกินคลีน  (อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อย)  การกินคลีนไม่ใช่การอด  การกินคลีนกินให้อิ่มตามร่างกายเพียงพอต่อการต้องการใช้  และไม่มีสารปรุงแต่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการบวมน้ำ  เช่น  โซเดียม  และรายละเอียดอื่นๆ  ง่ายๆ  คือไม่ได้อด  กินได้  แต่เป็นอาหารชนิดที่กินแล้วอ้วนน้อยกับการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการเผาผลาญ  โดยการเล่นคาดิโอ และเน้นการสร้างกล้ามเนื้อ  เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยในการเผาผลาญพลังงานที่มากขึ้น

ตอนนี้เราเองก็ยังไม่หมดหวังกับการลดความอ้วน  แต่เพียงแต่ต้องหาวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง  ถูกต้อง  และเป็นการผอมแบบยั่งยืน  สิ่งสำคัญคือการควบคุมจิตใจตัวเอง  การกินอาหารคลีนและการออกกำลังกายไม่ใช่ว่าทำเพื่อลดความอ้วนแต่เป็นการปรับระบบในร่างกายเราให้ระบบเผาผลาญที่พังกลับมาดีขึ้น  ถึงจะไม่เหมือนเดิม  แต่หวังว่าจะไม่ใช่ลูกโป่งพองเข้าพองออก คนที่ไม่อ้วนก็ไม่สามารถทำได้  เพราะจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นและห่างจากโรคภัยไข้เจ็บ

หมอกระติ๊บคิดว่า  คนที่ได้อ่านเรื่องนี้จะเป็นคติสอนใจให้คุณ  ในยุคที่คนเราคลั่งผอม  คลั่งสวย  จนไม่สนอะไร  กินแต่ยาที่อันตราย  บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกินยาอะไรเข้าไป  ยาลดแขน  ยาลดขา  ยาหน้าวี  ยามหัศจรรย์ลดได้ในสามวันเจ็ดวัน  มีขายกันให้เกลื่อน  ถ้ามันทำให้คุณลดได้ขนาดนั้น  สุดท้ายก็ไม่พ้นมีสารกดประสาทที่มีในยาชุด  ลดความอ้วนที่ขายกันในคลินิกลดน้ำหนักนั่นแหละ  แต่มาในรูปแบบใหม่แค่นั้น  ถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่แล้ว  มีเหล่านี้อยู่แถวๆ  นั้นโยนทิ้งเสียเถอะ  นี่รักนะถึงได้เตือน  ถ้ากินต่อๆ  ไปอาจจะอ้วนแบบหมอกระติ๊บ แล้วจะหาว่าไม่เตือน

Share on social networks